พ่อท่านเอ็น วัดเขาราหู...พระผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ ศิษย์สายตรง "หลวงพ่อพัว วัดบางเดือน"
เมษายน 19, 2015, 11:29:47 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:



 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3 ... 7   ลงล่าง
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พระพุทธปาฎิหาริย์ (โชคอำนวย รวยไม่รู้จบ) สุดยอดวัตถุมงคลของวัดเขาราหู  (อ่าน 35260 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ข้าวก้นบาตร
สะพายย่าม ตามหลังพระ
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2256



เว็บไซต์
« เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 06:13:04 PM »

พระพุทธปาฎิหาริย์

"๒๕๔๙ ปีที่คงความเป็นอมตะของ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระศาสดาเอกของโลก"

*พระพุทธปาฎิหาริย์ แปดด้านอิติปิโส นะโมพุทธายะ*



      วัดเขาราหู หรือวัดสถิตคีรีรมย์ เป็นวัดที่สร้างขึ้นโดย หลวงพ่อพัว เกศโร(พระครูสถิตสันตคุณ) โดยก่อสร้างมากว่า๘oปี ผู้ออกแบบก็มีความมุ่งหมายที่จะอธิบายได้ถึงที่มาของ *พระพุทธปาฎิหาริย์* แปดด้านอิติปิโส นะโมพุทธายะ

        เพราะกว่าจะมาเป็น*พระพุทธปาฎิหาริย์*ผู้สร้างต้องใช้เวลาในการออกแบบเป็นเวลาหลายปี แต่ได้ข้อสรุปเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๙
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 30, 2011, 04:16:09 PM โดย BigMan » บันทึกการเข้า
ข้าวก้นบาตร
สะพายย่าม ตามหลังพระ
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2256



เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 06:16:16 PM »

         ทำไม "พระราหู" ของวัดเขาราหู ถึงไม่อมพระจันทร์ เพราะส่วนมากเราจะเห็นแต่ พระราหูอมจันทร์...พระราหูยกมือพนม เพื่ออะไร?
 
        ในตำนานกล่าวไว้ว่า หลังจากที่ พระพุทธเจ้า ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ หรือเทวดา เทพเทวาทั้งหลาย เช่นพระอาทิตย์ พระจันทร์ จนถึงพระเสาร์ รวมถึง พระอินทร์ พระพรหม พระนารายณ์ พร้อมด้วยทวยเทพทั้งหมดต่างไปนมัสการชื่นชมบารมีของ พระพุทธองค์ โดยเหลือแต่เพียง พระราหู ที่คิดว่าตัวเองเป็นยักษ์ ร่างกายสูงใหญ่ มีอิทธิฤทธิ์ จึงไม่ยอมแสดงความอ่อนน้อมเหมือนกับเทพเทวาทั้งหลาย พระพุทธองค์ ประสงค์จะลดทิฐิของพระราหูจึงแสดงอภินิหารเนรมิตร่างกายของพระองค์จนสูงใหญ่กว่าพระราหูหลายเท่าจนกระทั่ง พระราหู ตกใจกลัวพร้อมกับยกมือขึ้นพนม แล้วกล่าวคำว่า “ตัส-สะ”  ความหมายเข้าใจได้ง่ายขึ้นก็คือว่า "ยอม" หลังจากนั้น พระพุทธองค์ ก็ได้แสดงธรรมจน พระราหู ยอมลดทิฐิอ่อนน้อมแล้วมีความศรัทธาต่อ พระพุทธองค์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา   
ทั้งหมดนี้คือที่มาของ “พระพุทธปาฏิหาริย์"




* 2.JPG (27.5 KB, 220x196 - ดู 4802 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 13, 2011, 09:03:43 PM โดย ข้าวก้นบาตร » บันทึกการเข้า
ข้าวก้นบาตร
สะพายย่าม ตามหลังพระ
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2256



เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 06:19:20 PM »

ความหมายของแปดด้าน"อิติปิโส แปดด้าน"คือโบราณจารย์ท่านได้พรรณนาไว้ถึงความอัศจรรย์ของ อิติปิโสแปดด้านนี้เป็นอักขระ หรือพระคาถาที่มีความอัศจรรย์ยิ่งนัก ตามที่ท่านโบราจารย์ได้พรรณาไว้ว่าผู้ใดเอาไปใช้ให้ถูกต้องจะเห็นผลอัศจรรย์ยิ่งนัก ปกป้องอันตรายได้วิเศษยิ่ง คือปกป้องอันตรายได้ทั้งแปดทิศ พอสังเขปดังนี้ โดยส่วนมากที่เห็นโบราณาจารย์จะหยิบเอามาใช้หรือลงในเหรียญเพียงข้อเดียว เพราะเนื้อที่จะกัด ส่วนมากจะนำเอาอิ ระ ชา คะ ตะ ระ สามาลงแค่นั้น แต่พระพุทธปาฏิหาริย์ จะนำมาลงไว้ทั้งหมด

- อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา
 เรียกว่า กระทู้๗แบก ป้องกันทิศบูรพา

- ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง
เรียกว่า ฝนแสนห่า ป้องกันทิศอาคเนย์

- โส มา ณะ กะ ริ ถา โธ
เรียกว่า นารายณ์เกลื่อนสมุทร ป้องกันทิศทักษิณ

- ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ
เรียกว่า พระนารายณ์ขว้างจักรไตรตรึงภพ ป้องกันทิศประจิม

- คะ พุท ปัน ทู ธัม วะ คะ
เรียกว่า พระนารายณ์พลิกแผ่นดิน ป้องกันทิศพายัพ

- วา โธ โน อะ มะ มะ วา
เรียกว่า ตลาดป่าหิมพานต์ ป้องกันทิศอุดร

- อะ วิช สุ นุต สา นุส ติ
เรียกว่า พระนารายณ์แปลงรูป ป้องกันทิศอีสาน

     ล้อมรอบด้วยอักขระ "อิติปิโสแปดด้าน" ด้วย "พระราหู" เพราะองค์ "พระราหู" เป็นผู้มีฤทธิ์อยู่แล้ว เมื่อนำเอา "อิติปิโสแปดด้าน" มารวมเข้าด้วยกัน ก็จะเกิดความเข้มขลัง ศักดิ์สิทธิ์มากยิ่งขึ้น เพราะวัดเขาราหูตั้งอยู่ที่บนภูเขา ซึ่งผู้คนใกล้ไกลต่างเรียกกันว่าเขาราหู ซึ่งมีเพียงที่เดียวในโลก

      "เขาราหู" มีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครทราบ คงมีแต่ตำนานเล่าขานเล่าสืบต่อกันมาว่า...ครั้งหนึ่ง พระอินทร์ พระพรหม พร้อมด้วยเหล่าเทพ เทวดา ทั้งหลายได้ช่วยกันขุดบ่อน้ำทิพย์อันเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ หากใครได้ดื่มกินจะเป็นอมตะ ไม่รู้จักคำว่าตาย แต่พระราหู โดยส่วนตัวแล้วชอบเอาเปรียบผู้อื่นอยู่แล้ว เลยไม่ค่อยได้ช่วยทั้งที่ตัวเองมีรูปกายร่างใหญ่ และ พระอินทร์ได้สั่งไว้ห้ามใครดื่มกินเด็ดขาด เมื่อพระอินทร์ พระพรหม และพระนารายณ์ ขุดจนได้น้ำแล้ว พระราหูแอบไปขโมยกินจนหมดบ่อ...พระอาทิตย์ และ พระจันทร์ได้เห็นเข้าจึงรีบเอาความนั้นไปทูลบอกพระนารายณ์ พระนารายณ์ทราบจึงได้ ขว้างจักรใส่พระราหูจนขาดกลายเป็นสองท่อน ท่อนบนหรือส่วนหัวกระเด็นมาติดที่เขาพระราหู ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดสถิตคีรีรมย์(วัดเขาราหู) ส่วนท่อนล่างได้ตกลงบนพื้นดินกลายเป็นพระภูมิเจ้าที่ หรือเรียกว่า "ท้าวกรุงพาลี"


ชัดๆ อีกรูป...ครับ





*หากตำนานที่กล่าวมานี้ เป็นเรื่องเหลวไหล ทีมงานผู้สร้างจตุคามที่นครฯอันโด่งดังบางรุ่น คงไม่ลำบากขับรถจากนครฯ มาบวงสรวงพระราหูถึงที่วัดเขาราหูเป็นแน่ ผมเคยคุยกับพ่อพราหมณ์ ที่ชื่อว่าพราหมณ์แจ้ง หรือ สุเมธ พรหมชาติ เป็นพรามณ์สำนักพระราชวัง กองพระราชพิธีได้เล่าให้ฟังว่าท่านเคยมาบวงสรวงพระราหูที่นี่ครั้งแรก เมื่อครั้งที่ท่านขุนพันธ์รักราชเดช สร้างจคุคามรุ่นปี พ.ศ. ๒๕๓o ตอนนั้นท่านมากับพ่อของท่าน ท่านบอกว่าตอนนั้นท่านยังเป็นวัยรุ่นอยู่ แต่ผมคิดว่าท่านคงเชื่อเรื่องนี้ถึงได้มาด้วย เลยคงได้ต่อครูจากพ่อของท่าน(เรื่องนี้ผมเข้าใจเอง) และหลังจากนั้นท่านก็ได้มาทำพิธีเองโดย ลูกสะใภ้ของขุนพันธ์ฯได้มาปรึกษา พ่อท่านและผมเพื่อทำการบวงสรวงพระราหู หากจำไม่ผิดคงจะ3ครั้งแล้วที่ท่านมาเขาราหู(ไม่ได้ถามว่าครั้งหลังผู้สร้างเป็นใครเพราะเขาไม่ได้บอก) พราหมณ์ท่านบอกว่า เขาราหู เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์รู้จักกันมานานแล้ว


เพิ่มเติมข้อมูลโดย... vespa1985...ที่มาข้อมูลจาก... พี่เย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 30, 2011, 04:42:47 PM โดย BigMan » บันทึกการเข้า
ข้าวก้นบาตร
สะพายย่าม ตามหลังพระ
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2256



เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 06:24:05 PM »

      ท้าวกรุงพาลี หรือ ท่อนล่างของ "พระราหู" ที่โดนขว้างจักรขาดตกลงมาบนพื้นดินแล้วยังคงแสดงความดุร้ายโดยไม่ยอมให้สัตว์โลกทั้งหลายอาศัยอยู่ด้วย เพราะถือว่าตัวเองมีอำนาจและไม่ตาย ความเดือดร้อนก็เกิดขึ้นยังโลกมนุษย์ พระพุทธเจ้าเห็นความเดือดร้อนของสัตว์โลก เลยกล่าวขอแบ่งที่จากพระราหู บอกพระราหูว่าพระองค์ขอที่ให้สัตว์โลกได้อาศัยสักนิด คือขอแค่ความกว้างและความยาวเพียงแค่3ก้าวของพระองค์ก็พอ พระราหูก็ตอบตกลงเพราะคิดว่าแค่3ก้าวเท่านั้น แต่เพราะพระพุทธเจ้ามีอำนาจมากกว่าพระราหู หรือเทพใดในโลก เลยเนรมิตร่างการให้สูงใหญ่กว่าพระราหูหลายเท่า พระพุทธเจ้าย่างก้าวได้แค่2ก้าวครึ่ง พื้นโลกทั้งหมดก็ตกเป็นของพระองค์ให้สัตว์โลกอาศัยอยู่จนทุกวันนี้ พระราหูตกใจเพราะพื้นที่เป็นของพระพุทธเจ้าหมดแล้ว พระราหูไม่มีที่อยู่ แต่ความที่พระราหูยังคิดว่าตัวเองมีอิทธิฤทธิ์อยู่ ได้ต่อรองกับพระพุทธเจ้าว่า หากมนุษย์ต้องการที่อยู่อาศัย ต้องขอที่อยู่จากท้าวกรุงพาลี หรือท่อนล่างของพระราหูโดย หากใครต้องการที่อยู่ ต้องตั้งศาลให้ท้าวกรุงพาลี หรือที่ทุกคนรู้จักและเรียกว่า”ศาลพระภูมิ”นั่นเอง

ปัจจุบันไม่ว่า สำนักงาน ร้านค้า บ้านเรือน รวมถึงส่วนราชการทุกกรมกอง ต้องมีศาลพระภูมิทุกที่  ทั้งหมดนี้คือที่มาของพระราหู ของ วัดเขาราหู


     
       
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 30, 2011, 04:38:20 PM โดย BigMan » บันทึกการเข้า
ข้าวก้นบาตร
สะพายย่าม ตามหลังพระ
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2256



เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 06:24:57 PM »

     
 
สำหรับรูปเสือด้านหลังที่มีรูปพระประจำวันล้อมรอบอยู่ ตามตำนานบอกาว่าเป็นเสือเจ้าที่ เจ้าป่า เจ้าเขา เรียกกันจนติดปากว่า “พ่อตาแดงราม” ที่สถิตอยู่คู่มากับ เขาราหู ที่ตำบลท่าขนอน(อำเภอคีรีรัฐนิคม) และคนใกล้ไกลต่างรู้จักกันมานาน ต่างให้ความเคารพนับถือกันมาหลายชั่วอายุคน เช่นหากใครมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจก็จะไปบนบานศาลกล่าวให้พ่อตาแดงรามช่วย ก็จะได้รับผลหากไม่เกินกำลังของท่าน หากท่านขับรถเดินทางเข้ามาที่ว่าการอำเภอคีรีรัฐนิคม ท่านจะต้องผ่านศาลพ่อตาแดงราม ทุกคันจะต้องบีบแตรเพื่อแสดงความเคารพ สักการะ สรุปคือเหมือนหรือคล้ายกับศาลเจ้าพ่อทั่วไป ที่มีคนให้ความนับถือ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 30, 2011, 04:37:39 PM โดย BigMan » บันทึกการเข้า
ข้าวก้นบาตร
สะพายย่าม ตามหลังพระ
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2256



เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 06:26:07 PM »

   พระประจำวันเกิดที่อยู่รอบ เสือพ่อตาแดงราม หมายถึง กิริยาหรือท่าทางที่พระองค์ได้แสดงตอนที่พระองค์ตรัสรู้แล้ว...
โดยได้แยกออกมาแต่ละวัน รวมเป็น 7 วัน ดังจะได้กล่าวต่อไปนี้...


พระประจำวันอาทิตย์ (ปางถวายเนตร)



ลักษณะพระพุทธรูป
พระพุทธรูปปางนี้อยู่ในพระอิริยาบถยืน ลืมพระเนตรทั้งสองข้างเพ่งไปข้างหน้า ทอดพระเนตรดูต้นศรีโพธิ์พฤกษ์ พระหัตถ์ทั้งสองลงมาประสานกันอยู่ข้างหน้าระหว่างพระเพลา พระหัตถ์ขาวทับพระหัตถ์ซ้าย อยู่ในอาการสังวร

ประวัติและความสำคัญ
ครั้นพระพุทธองค์ ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ก็เสด็จประทับเสวยวิมุตติสุขอยู่ที่ต้นศรีมหาโพธิ์ ๗ วันแล้ว ก็เสด็จจากร่มพระศรีมหาโพธิ์ไปประทับยืนกลางแจ้ง ทางทิศอีสานของต้นศรีมหาโพธิ์นั้น ทรงทอดพระเนตรต้นศรีมหาโพธิ์โดยไม่กะพริบพระเนตร ด้วยพระอิริยาบถนั้น ๗ วัน สถานที่เสด็จประทับยืนทอดพระเนตรต้นศรีมหาโพธิ์นั้นเป็นนิมิตมหามงคล ปรากฏชื่อว่า อนิมิสสเจดีย์ พระพุทธจริยาที่ทรงเพิ่งจ้องพระเนตรดูต้นศรีมหาโพธิ์ โดยมิได้ทรงกะพริบ พระเนตรถึง ๗ วันนี้ เป็นเหตุแห่งการสร้างพระพุทธรูปปางนี้ เรียกว่า ปางถวายเนตร นิยมสร้างเป็นพระพุทธรูป เพื่อสักการะบูชาประจำของคนเกิดวันอาทิตย์ อนึ่งต้นไม้อสัตถโพธิ์พฤกษ์อันเป็นสถานที่กำเนิด พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าและสัจธรรมอันบริสุทธิ์ สำหรับชำระกิเลสและปลดเปลี้องความทุกข์แก่ชาวโลก จึงได้มีนามตามการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าว่า ต้นพระศรีมหาโพธิ์พฤกษ์



เพิ่มเติมข้อมูลโดย... vespa1985...ที่มาข้อมูลจาก... พี่เย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 30, 2011, 04:17:27 PM โดย BigMan » บันทึกการเข้า
ข้าวก้นบาตร
สะพายย่าม ตามหลังพระ
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2256



เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 06:28:43 PM »

พระประจำวันจันทร์ (ปางห้ามญาติ)


ลักษณะพระพุทธรูป
พระพุทธรูปปางนี้นอยู่ในพระอิริยาบถยืน พระหัตถ์ทั้งสองข้างยกขึ้นเสมอพระอุระ ตั้งฝ่าพระหัตถ์ยื่นออกไปข้างหน้า เป็นกิริยาทรงห้าม เป็นแบบทรงเครื่องก็มี

ประวัติและความสำคัญ
ณ พระนครกบิลพัสดุ์ อันเป็นแว่นแคว้นที่ประทับของเจ้าศากยะ ซึ่งเป็นพระญาติข้างฝ่ายพระพุทธบิดา กับพระนครเทวทหะอันเป็นแว่นแคว้นที่ประทับอยู่ของเจ้าโกลิยะ ซึ่งเป็นพระญาติข้างฝ่ายพระพุทธมารดา ทั้งสองพระนครนี้ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำโรหิณี ชาวนาของ ๒ พระนครนี้ อาศัยน้ำในแม่น้ำโรหิณีนี้ ทำนาร่วมกันมาโดยปกติสุข ต่อมาสมัยหนึ่งฝนแล้ง น้ำน้อย น้ำในแม่น้ำโรหิณีเหลือน้อย ชาวนาทั้งหมดต้องกั้น ทำนบทดน้ำในแม่น้ำโรหิณีขึ้นมาทำนา แม้ดังนั้นแล้ว น้ำก็ยังไม่พอ เป็นเหตุให้มีการแย่งน้ำกันทำนาขึ้น ขั้นแรกก็เป็นการวิวาทกันเฉพาะเพียงบุคคลต่อบุคคล แต่เมื่อไม่มีการระงับด้วยสันติวิธี การวิวาทนั้นก็ลุกลามมากขึ้นจนถึงคุมสมัครพรรคพวกเข้าไปประหารกัน และด่าว่ากระทบถึงชาติ โคตร และลามปามไปถึงราชวงศ์ ในที่สุดกษัตริย์ผู้เป็นพระญาติของพระพุทธเจ้าทั้งสองเมือง ก็ยกกำลังพลเข้าประชิดกัน เพื่อแย่งน้ำ โดยหลงเชื่อคำยุยุงพูดเท็จของอำมาตย์ที่กำลังเคียดแค้น มิทันได้ทรงวินิจฉัยให้ถ่องแท้แน่นอนว่า เมื่อเรื่องเล็กน้อยเช่นนั้นเกิดขึ้น ควรจะระงับด้วยสันติวิธี พระพุทธเจ้าทรงทราบก็ทรงพระมหากรุณาเสด็จมาห้าม สงครามการแย่งน้ำระหว่างพระญาติทั้งสองฝ่าย โดยทรงแสดงโทษคือความพินาศย่อยยับของชีวิตมนุษย์โดยเหตุอันไม่สมควร ที่พระราชาจะต้องมาล้มตายทำลายเกียรติของตน เพียงเพราะแย่งน้ำกันทำนาเพียงเล็กน้อย ครั้นแล้วพระญาติทั้งสองฝ่ายก็ทำความเข้าใจกันได้และหันมาสามัคคีกัน พระพุทธจริยาที่ทรงโปรดพระญาติ เพื่อห้ามมิให้ทะเลาะวิวาท สู้รบกันเพราะเหตุแห่งการแย่งน้ำนี้ เป็นมงคลแสดงอนุภาพแห่งธรรมที่พระองค์ทรงแสดง พุทธศาสนิกชนผู้หนักในธรรมคำสอน เล็งเห็นคุณอัศจรรย์แห่งอนุสาสนีปาฎิหาริย์ จึงถือเป็นเหตุในการสร้าง พระพุทธรูปขึ้น เรียกว่า ปางห้ามญาติบ้าง ปางห้ามสมุทรบ้าง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 30, 2011, 04:18:10 PM โดย BigMan » บันทึกการเข้า
ข้าวก้นบาตร
สะพายย่าม ตามหลังพระ
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2256



เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 06:29:52 PM »

พระประจำวันอังคาร (ปางไสยาสน์)


ลักษณะพระพุทธรูป
พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถบรรทมตะแคงขวา เมื่อคราวจะปรินิพพาน หลับพระเนตร พระเศียรหนุนพระเขนย พระหัตถ์ซ้ายทอดทายไปตามพระวรกายเบื้องซ้าย พระหัตถ์ขวาหงายวางอยู่ที่พื้นข้างพระวรกาย พระบาทซ้ายทับพระบาทขวาลักษณะตั้งซ้อนกัน

ประวัติและความสำคัญ
พระพุทธเจ้าครั้นโปรดสุภัททปริพาชกให้บรรพชาอุปสมบทและให้สำเร็จเป็น พระอริยเจ้าเป็นปัจฉิมสาวกแล้ว ต่อมาพระอานนท์จึงได้ทูลถามพระองค์ว่า พระฉันนะถือตัวว่าเป็นข้าเก่า ติดตามพระองค์คราวเสด็จออกบวช เป็นคนว่ายากสอนยาก แม้จะกรุณาเตือนแล้วก็ตาม เมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้ว ยิ่งจะว่ายากขึ้นไปอีก หาผู้ยำเกรงมิได้ ข้าพระองค์จะพึงปฏิบัติต่อพระฉันนะนั้นอย่างไร พระพุทธเจ้าได้ตรัสสั่งให้สงฆ์ลงพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะ คือ ไม่พึงว่ากล่าว ไม่พึงโอวาท ไม่พึงสั่งสอน เมื่อถูกพรหมทัณฑ์แล้ว จะสำนึกผิดเอง ครั้นแล้วพระพุทธเจ้าได้ตรัสปัจฉิมโมวาท เตือนว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนเธอทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรม เธอทั้งหลาย จงทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ ด้วยความไม่ประมาทเถิด ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว ในลำดับแห่งการพิจารณาองค์แห่งจตุตถฌาน  ก็บังเกิดมหัศจรรย์แผ่นดินใหญ่ไหวสะเทือนสะท้าน เกิดการโลมชาติ ชูชันขันพองสยองเกล้า กลองทิพย์ก็บันลือลั่นในอากาศ พร้อมกับการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า บรรดาพุทธบริษัททั้งหลายพากันเศร้าโศก ร่ำไห้ คร่ำครวญถึงพระองค์ พระอานนท์และพระอนุรุทธเถระได้แสดงธรรมเพื่อปลอบโยนมหาชน พุทธศาสนิกชนเมื่อรำลึกถึงการเสด็จปรินิพพานของพระองค์ จึงได้สร้างพระพุทธรูปปางนี้ขึ้น เพื่อบูชาพระพุทธองค์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 30, 2011, 04:18:54 PM โดย BigMan » บันทึกการเข้า
ข้าวก้นบาตร
สะพายย่าม ตามหลังพระ
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2256



เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 06:30:32 PM »

พระประจำวันพุธ กลางวัน (ปางอุ้มบาตร)


ลักษณะพระพุทธรูป
พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถยืน ส้นพระบาททั้งสองชิดติดกัน พระหัตถ์ทั้งสองข้างชิดกัน พระหัตถ์ทั้งสองยกประคองบาตรราวสะเอว มีบาตรอยู่ฝ่าพระหัตถ์ในท่าประคอง

ประวัติและความสำคัญ
ประวัติที่เป็นเรื่องราวนั้นสืบเนื่องต่อมาจากพระพุทธรูปปางแสดงอิทธิปาฎิหาริย์ กล่าวคือ เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จไปยังพระนครกบิลพัสดุ์ ครั้งแรกทรงทำอิทธิปาฎิหาริย์ เหาะขึ้นไปบนอากาศ ทรมานให้พระประยุรญาติได้ถวายบังคมแล้วเสด็จลงมาประทับนั่ง บนพระบวรพุทธอาสน์ ยังฝนโบกขรพรรษ์ให้ตกลงในท่ามกลางสมาคมพระญาติ แล้วทรงประกาศมหาเวสสันดรชาดก ยกขึ้นเป็นเทศนา ครั้นพระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาจบแล้ว บรรดาพระญาติทั้งหลาย มีพระเจ้าสุทโธทนะพระพุทธบิดาเป็นประธาน ก็ได้เบิกบานปีติปาโมทย์ เปิดพระโอษฐ์แซ่ซ้องสาธุการแล้ว พระญาติทั้งหลายก็กราบทูลลาคืนยังพระราชสถานแห่งตน มิได้มีพระญาติสักองค์หนึ่ง ได้กราบทูลอาราธนาให้ทรงรับอาหารบิณฑบาตรในยามเช้าพรุ่งนี้ แม้แต่พระเจ้าสุทโธทนะ ก็เพียงแต่ทูลลามิได้ทูลอาราธนาเสวยพระกระยาหารเช้า เช่นกัน ด้วยทรงนึกไม่ถึงว่า ธรรมดาพระจะต้องอาราธนา จึงจะได้มารับบิณฑบาตรในบ้านซึ่งเป็นปกติของสามัญชนธรรมดาทั่วไป พระเจ้าสุทโธทนะพระพุทธบิดา ทรงรู้สึกอย่างเป็นพระญาติที่สนิทว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระโอรส พระสงฆ์สาวกเหล่านั้นก็เป็นศิษย์ของพระโอรสแล้วพระโอรสจะเสด็จไปไหนเสีย เมื่อไม่มายังพระราชนิเวศน์ของพระองค์ จึงไม่จำเป็นต้องทูลอาราธนา พระเจ้าสุทโธทนะทรงแน่พระทัยเป็นอย่างยิ่งว่า พระบรมศาสดาจะต้องพาพระสาวก ทั้งหลายมาเสวยพระกระยาหารในพระราชนิเวศน์ของพระองค์แน่นอน จึงไม่ทรงทูล อาราธนา ยิ่งไปกว่านั้นยังกลับเห็นว่า หากออกพระกระแสรับสั่งอาราธนา ก็จะกลายเป็นว่า พระบรมศาสดาเป็นคนอื่นมิใช่พระโอรส ครั้นพระเจ้าสุทโธทนะเสด็จถึงพระราชนิเวศน์ จึงโปรดให้พนักงานจัดแจงตกแต่งอาหารอันประณีตเป็นพิเศษไว้พร้อมมูล เพื่อถวายพระบรมศาสดาและพระภิกษุสงฆ์สาวกทั้งมวลในวันพรุ่งนี้ ตลอดเวลาเย็นถึงเวลารุ่งเช้า เมื่อไม่ปรากฏว่ามีใครมาอาราธนาพระบรมศาสดาไปเสวยที่ใดแล้ว พระองค์ก็ทรงพิจารณาว่า พระพุทธเจ้าในปางก่อน เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระนครของพระพุทธบิดาแล้ว ทรงปฎิบัติอย่างไร ก็ทรงทราบด้วยพระญาณว่า พระพุทธเจ้าในปางก่อนได้เสด็จไปบิณฑบาตรตามลำดับตรอก ครั้นพระพุทธองค์ทรงทราบอย่างนี้แล้ว จึงทรงถือเอาบาตรและจีวรพาภิกษุสงฆ์ เสด็จพระดำเนินไปตามท้องถนนหลวง ปรากฏแก่ประชาราษฏร์ ต่างได้มีโอกาสชมพระบารมี และมีความปีตียินดีประณมหัตถ์นมัสการ นับเป็นครั้งแรกที่ชาวเมืองกบิลพัสดุ์ได้เห็น พระบรมศาสดาทรงอุ้มบาตร เสด็จพระพุทธลีลาโปรดประชาชน เป็นการเพิ่มพูนความปีติ โสมนัส พระพุทธจริยาตอนนี้เป็นเหตุให้พุทธบริษัทสร้างพระพุทธรูป เรียกว่า ปางอุ้มบาตร
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 30, 2011, 04:19:52 PM โดย BigMan » บันทึกการเข้า
ข้าวก้นบาตร
สะพายย่าม ตามหลังพระ
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2256



เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 06:31:05 PM »

พระประจำวันพุธ กลางคืน (ปางป่าเลไลย์)


ลักษณะพระพุทธรูป
พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถประทับนั่งบนก้อนศิลา ห้อยพระบาททั้งสองข้างลง ทอดพระบาทเล็กน้อย พระหัตถ์ซ้ายคว่ำวางบนพระชานุซ้าย พระหัตถ์ขวาหงายวางบนพระชานุขวาเป็นกิริยาทรงรับ มีช้างหมอบถือน้ำยื่นถวาย และมีลิงหมอบถือรวงผึ้งถวายอยู่ข้างหน้า

ประวัติและความสำคัญ
ณ เมืองโกสัมพีมีพระภิกษุ ๒ ฝ่ายอยู่ในวิหารเดียวกันคือฝ่ายพระวินัยธร ที่ถือเคร่งครัดทางพระวินัย และฝ่ายพระธรรมธร ที่ถือการแสดงธรรมเป็นใหญ่ แต่ละฝ่ายก็มีลูกศิษย์เป็นบริวารมากมาย วันหนึ่งพระธรรมธรได้เข้าไปในห้องน้ำ ใช้น้ำแล้วเหลือไว้นิดหนึ่ง เมื่อพระวินัยธรเข้าไปเจอน้ำเหลือไว้ จึงได้ตำหนิพระธรรมธร ตัวพระธรรมธรเองก็ได้ยอมรับผิดต่อพฤติกรรมนั้น แต่พระวินัยกลับนำเรื่องเพียงเล็กน้อยนี้เป็นพูดกับอันเตวาสิกของตนว่า พระธรรมธรขนาดทำผิดแล้วยังไม่รู้สึกตัวอีก ต่อมาอันเดวาสิกของพระธรรมธรก็ได้พูดถากถาง ทำนองเดียวกันกับอันเดวาสิกของพระธรรมธร ว่าอาจารย์ของพวกท่านทำผิดแล้วยังไม่รู้อีก น่าละอายนัก ฝ่ายลูกศิษย์ก็นำเรื่องนี้ไป ปรึกษากับพระธรรมธร พระธรรมธรได้ฟังดังนั้น จึงพูดว่าทำไมพระวินัยธรจึงพูดอย่างนี้ เราทำผิดกฎก็ยอมรับผิดและแสดงอาบัติไปแล้ว ไฉนจึงพูดกลับกลอกเช่นนี้เล่าจึงพูดกับอันเตวาสิกว่า พระวินัยธรพูดเท็จและทั้งสองฝ่ายก็ได้เกิดการทะเลาะวิวาทกัน เพราะเหตุเพียงเล็กน้อยเอง เมื่อไม่สามารถจะระงับกันได้ พระพุทธเจ้าได้แสดงเหตุของการแตกแยก และคุณของความสามัคคี แต่ก็หาเชื่อต่อพระพุทธเจ้าไม่ ซ้ำยังแสดงคำพูดที่ไม่เหมาะสมว่า ขอให้พระพุทธเจ้าอยู่เฉยอย่ามายุ่ง พระพุทธองค์เห็นว่าไม่สามารถจะระงับได้ จึงส่งพระโมคคัลลานะ ไปช่วยระงับ แต่ทั้งสองฝ่ายก็ไม่ยอมเชื่อฟัง ทำให้พระพุทธองค์เกิดความเบื่อหน่ายระอาใจต่อเหตุการณ์นี้เป็นอย่างยิ่ง แม้ชาวบ้านเองก็แตกเป็น ๒ ฝ่ายตามพระที่ตนเองนับถือ ส่วนพุทธศาสนิกชนที่มีศีลก็ระอาพากันคว่ำบาตร ไม่ให้การบำรุงพระสงฆ์เหล่านั้น เป็นประวัติศาสตร์ที่น่าสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง ฝ่ายพระพุทธเจ้าเมื่อเสด็จไปอยู่ ณ ป่าได้มีช้างปาริไลยกะและลิงคอยทำการอุปัฏฐาก มีความพระเกษมสำราญในการอยู่คนเดียว จากเหตุการณ์นี้ ถือว่าเป็นเหตุการณ์อันน่าสลดใจเป็นอย่างยิ่ง ถึงพฤติกรรมของพระ ๒ ฝ่ายในขณะนั้น ไม่เชื่อฟังแม้กระทั้งพระพุทธเจ้า พุทธศาสนิกชนจึงได้สร้างพระปางนี้ขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจถึงการแตกสามัคคี การทะเลาะวิวาทกัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 30, 2011, 04:20:35 PM โดย BigMan » บันทึกการเข้า
ข้าวก้นบาตร
สะพายย่าม ตามหลังพระ
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2256



เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 06:31:41 PM »

พระประจำวันพฤหัสบดี (ปางสมาธิ)


ลักษณะพระพุทธรูป
พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถประทับนั่งขัดสมาธิราบ พระหัตถ์ทั้งสองหงายวางซ้อนกัน บนพระเพลา คือพระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้าย พระชงฆ์ขาวทับพระชงฆ์ซ้าย

ประวัติและความสำคัญ
เมื่อพระมหาบุรุษ ทรงกำจัดพญามาร และเสนามารให้ปราชัยด้วยพระบารมี ตั้งแต่เวลาสายัณห์มิทันพระอาทิตย์จะอัสดง ก็ทรงเบิกบานพระทัยได้ปีติเป็นกำลังภายในสนับสนุนเพิ่มพูนแรงปฎิบัติภาวนาให้ยิ่งขึ้น ดังนั้น พระองค์จึงมิได้ทรงพักให้เสียเวลาทรงเจริญสมาธิภาวนาทำจิตใจให้ปราศ จากอุปกิเลสจนจิตสุขุมเข้าโดยลำดับ ไม่ช้าก็ได้บรรลุปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน อันเป็นส่วนรูปสมบัติตามลำดับ ต่อจากนั้น ก็ทรงเจริญญานอันเป็นองค์ปัญญาชั้นสูง ๓ ประการ ยังองค์พระโพธิญาณให้เกิดขึ้นเป็นลำดับ ตามลำดับแห่งยามสามอันเป็นส่วนราตรี นั้นคือ ในปฐมยาม ทรงบรรลปุพเพนิวาสานุสสติญาณ สามารถระลึกอดีตชาติที่พระองค์ทรงบังเกิดมาแล้วทั้งสิ้นได้ ในมัชฌิมยาม ทรงบรรลุจตูปปาตญาณ หรือทิพจักขุญาณ สามารถหยั่งรู้การเกิด การตาย ตลอดจนการจุติและปฎิสนธิของสัตว์ ทั้งหลายได้หมด ในปัจฌิมยาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ ทรงพระปรีชาสามารถทำอาสวะกิเลสทั้งหลายให้หมดสิ้นไป ด้วยปัญญาพิจารณาในปัจจยาการแห่งปฏิจจสมุปบาท โดยอนุโลมและปฏิโลมทั้งฝ่ายเกิดและฝ่ายดับ สาวไปข้างหน้าและสาวกลับไปมาแล้ว ทรงบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในเวลา ปัจจุสสมัยรุ่งอรุโณทัย ทรงเบิกบานพระหฤทัยอย่างสูงสุดในการตรัสรู้อย่างไม่เคยมีมาก่อน ถึงกับทรงเปล่งอุทานเย้ยตัณหา อันเป็นตัวการก่อให้เกิดสงสารวัฏฏทุกข์แก่พระองค์หลายเอนกชาติว่า "นับแต่ตถาคตท่องเที่ยวสืบเสาะหานายช่างเรือนคือตัณหา ตลอดชาติอันจะนับประมาณมิได้ ก็มิได้พบท่านเลย นับแต่นี้ไป ท่านจะทำเรือนให้ตถาคตไม่ได้อีกแล้ว กลอนเรือนเราก็ได้รื้อเสียแล้ว ช่อฟ้าเราก็ทำลายแล้ว จิตของเราปราศจากสังขารเครื่องปรุงแต่งมีกิเลสไปปราศแล้ว เราถึงความดับสิ้นไปแห่งตัณหาแล้ว" ในขณะนั้นมหาอัศจรรย์ก็บังเกิดมีขึ้น กล่าวคือ พื้นมหาปฐพีอันกว้างใหญ่ก็หวั่นไหว พฤกษาชาติทั้งหลายก็ผลิตดอกออกช่องามตระการตา เทพเจ้าทุกข์ชั้นฟ้าก็แซ่ซ้องสาธุการโปรยปรายบุปผามาลัยทำสักการะบูชา เปล่งวาจาว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก ด้วยปีติยินดีเป็นเหตุอัศจรรย์ที่ไม่เคยมีมาก่อน เรื่องนี้จึงเป็นมูลเหตุให้มีการสร้างพระพุทธรูปปางตรัสรู เพื่อเป็นพุทธานุสสติ ฉะนี้แล
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 30, 2011, 04:21:14 PM โดย BigMan » บันทึกการเข้า
ข้าวก้นบาตร
สะพายย่าม ตามหลังพระ
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2256



เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 06:32:17 PM »

พระประจำวันศุกร์ (ปางรำพึง)


ลักษณะพระพุทธรูป
พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถยืน พระหัตถ์ทั้งสองประสานยกขึ้นประทับที่พระอุระ พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้าย พระบาททั้งสองประทับยืนชิดติดกัน

ประวัติและความสำคัญ
เมื่อตปุสสะและภัลลิกะ ๒ พาณิชกราบทูลลาไปแล้ว พระพุทธองค์เสด็จกลับจากร่มไม้ราชายตนะ ไปประทับเสวยวิมุตติสุข ณ ร่มไม้อชลปาลนิโครธอีกครั้งหนึ่ง และทรงรำพึงถึงธรรม ที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้วนั้นว่า เป็นธรรมประณีตละเอียดสุขุมคัมภีรภาพ ยากที่บุคคลจะรู้ได้ ทำให้ท้อแท้พระทัยถึงกับทรงดำริจะไม่แสดงธรรมแก่มหาชน ครั้งนั้น ท้าวสหัมบดีพรหม ทราบวาระจิตของพระพุทธองค์ จึงร้องประกาศชวนเทพยดาทั้งหลาย พากันไปเฝ้าพระพุทธองค์ยังที่ประทับ ฯ ควงไม้อชปาลนิโครธ ถวายอภิวาทแล้วกราบ ทูลอาราธนาพระพุทธองค์ ขอให้ทรงแสดงธรรมโปรดประชาชน เพื่อบุคคลผู้มีธุลีในนัยน์ตาน้อย ทั้งมีอุปนิสสัยอันจะเป็นพุทธสาวก จะได้ตรัสรู้ธรรมบ้าง พระพุทธองค์ทรงรำพึงถึงธรรมเนียม ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายแต่ปางก่อนว่า ได้ตรัสรู้แล้วย่อมทรงแสดงธรรมโปรดประชาชนทั้งหลาย ประดิษฐานพระพุทธศาสนาให้แผ่ไพศาล เพื่อประโยชน์สุขแก่ปัจฉิมชนผู้เกิดมาภายหลัง แล้วจึงเสด็จปรินิพพาน จึงได้น้อมพระทัยไปในอันแสดงธรรมโปรดเวไนย *** ในโลก แล้วพระพุทธองค์ ทรงพิจารณาอีกว่า จะมีผู้รู้ถึงธรรมนั้นบ้างหรือไม่ ก็ทรงทราบถึงอุปนิสัยของบุคคลทั้งหลาย ในโลกนี้ย่อมมีต่าง ๆ กัน คือ ทั้งประณีต ปานกลางและหยาบ ที่มีนิสัยดีมีกิเลสน้อยเบาบาง มีบารมีที่ดีสั่งสมอบรมมาแล้ว ซึ่งพอจะตรัสรู้ธรรมตามพระองค์ได้ก็มีอยู่ ผู้มีอินทรีย์ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิปัญญากล้าก็มี ผู้มีอินทรีย์อ่อนก็มี เป็นผู้จะพึงสอนให้รู้ได้โดยง่ายก็มี เป็นผู้จะพึงสอนให้รู้ได้โดยยากก็มี เป็นผู้สามารถจะรู้ได้ก็มี เป็นผู้ไม่สามารถจะรู้ได้ก็มี บุคคลจึงเปรียบเหมือนดอกบัวที่เกิดในน้ำเจริญในน้ำ น้ำเลี้ยงอุปถัมภ์ไว้ บางเหล่ายังจมอยู่ในน้ำ บางเหล่าอยู่เสมอน้ำ บางเหล่าขึ้นพ้นน้ำแล้วในดอกบัว ๓ เหล่านั้น ดอกบัวที่ขึ้นพ้นน้ำแล้วนั้นคอยสัมผัสรัศมีพระอาทิตย์อยู่จักบาน ณ เช้าวันนี้ ดอกบัวที่ตั้งอยู่เสมอน้ำ จักบาน ณ วันพรุ่งนี้ ดอกบัวที่ยังไม่ขึ้นจากน้ำ ยังอยู่ภายในน้ำ จักบานในวันต่อ ๆ ไป ดอกบัวที่จะบานมีต่างชนิดฉันใด เวไนยสัตว์ที่จะตรัสรู้ธรรมก็มีต่างกัน ฉันนั้นเหมือนกัน คือ ผู้มีกิเลสน้อยเบาบาง มีอินทรีย์แก่กล้า เป็นผู้ที่พึงสอนให้รู้ได้โดยง่าย และอาจจะรู้ธรรมพิเศษนั้นได้โดยฉับพลัน ผู้มีคุณสมบัติเช่นนั้นเป็นประมาณปานกลาง เมื่อได้รับอบรมในปฏิปทาอันเป็นบุพพาค จนมีอุปนิสัยแก่กล้าดังกล่าว แต่ยังอ่อน ก็ยังควรได้รับการแนะนำในธรรมเบื้องต่ำต่อไปก่อนเพื่อบำรุงอุปนิสัย เมื่อเป็นเช่นนี้ พระธรรมเทศนาของพระองค์คงไม่ไร้ผล จักยังประโยชน์ให้สำเร็จแก่คน ทุกหมู่เหล่า เว้นแต่จำพวกปทปรมะ ซึ่งมิใช่เวไนย คือ ไม่รับการแนะนำ ซึ่งเปรียบด้วยดอกบัวอ่อน อันจะเป็นภักษาหารของปลาและเต่าต่อไป ครั้นพระพุทธองค์ทรงพิจารณาด้วยพระปรีชาญาณ หยั่งทราบเวไนยสัตว์ผู้จะรับประโยชน์จากพระธรรมเทศนาแล้ว ก็ทรงอธิษฐานพระหฤทัยในอันจะแสดงธรรมสั่งสอนเวไนยสัตว์และตั้งพุทธปณิธานจะใคร่ดำรงพระชนม์อยู่จนกว่าจะได้ประกาศพระพุทธศาสนา ให้แพร่หลายประดิษฐานให้มั่นคงสำเร็จประโยชน์แก่ชนนิกรทุกหมู่เหล่าต่อไป พระพุทธจริยาที่ทรงรำพึงถึงธรรมที่จะแสดงโปรดชนนิกรผู้เป็นเวไนยบุคคลนั้นแล เป็นเหตุให้สร้างพระพุทธรูปที่เรียกว่า ปางรำพึง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 30, 2011, 04:21:49 PM โดย BigMan » บันทึกการเข้า
ข้าวก้นบาตร
สะพายย่าม ตามหลังพระ
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2256



เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 06:32:49 PM »

พระประจำวันเสาร์ (ปางนาคปรก)


ลักษณะพระพุทธรูป
พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถนั่งขัดสมาธิราบ ทรงหงายพระหัตถ์ทั้งสองแบวางซ้อนกัน บนพระเพลา พระหัตถ์ขวาซ้อนทับพระหัตถ์ซ้าย มีพญานาคแผ่พังพานปกคลุมเบื้องพระเศียร

ประวัติและความสำคัญ
ครั้นพระพุทธองค์เสด็จประทับเสวยวิมุตติสุข ณ ร่มไม้อชปาลนิโครธสิ้น ๗ วัน แล้วพระองค์ก็เสด็จไปประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขยังร่มไม้จิก อันมีชื่อว่า มุจจลินท์ ซึ่งตั้งอยู่ด้านทิศอาคเนย์ของต้นพระศรีมหาโพธิ์ วันนั้นเกิดฝนตกพรำอยู่ไม่ขาดสายตลอด ๗ วัน พญานาคมุจจลินท์ ผู้เป็นราชาแห่งนาค ได้ออกจากนาคพิภพ ทำขนดล้อมพระวรกาย ๗ ชั้น แล้วแผ่พังพานใหญ่ปกคลุมเบื้องบน เหมือนกั้นเศวตฉัตรถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยความประสงค์มิให้ฝนและลมหนาวสาดต้องพระวรกาย ทั้งป้องกันเหลือบ ยุง บุ้ง ร่าน ริ้น และสัตว์ เลื้อยคลานทั้งมวลด้วย ครั้งฝนหายแล้ว พญามุจจลินท์นาคราช จึงคลายขนดจากที่ล้อมพระวรกาย พระพุทธเจ้า จำแลงเพศเป็นมาณพน้อยยืนทำอัญชลีถวายนมัสการพระพุทธองค์ ในที่เฉพาะพระพักตร์ ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเปล่งอุทานว่า สุโข วิเวโก ตุฏฺฐัสสะ สุตะธัมมัสสะ ปัสสะโต อัพยาปัชชัง สุขัง โลเก ปาณะภูเตสู สัญญะโม สุขา วิราคะตา โลเก กามานัง สะมะติกฺกะโม อัสมิมานัสสะ วินะโย เอตัง เว ปะระมัง สุขัง ฯ ความว่า ความสงัดเป็นสุขของบุคคลผู้มีธรรมอันได้สดับแล้ว รู้เห็นสังขารทั้งปวงตามเป็นจริงอย่างไร ความเป็นคนไม่เบียดเบียน คือความสำรวมใน กามทั้งหลาย และความเป็นคนปราศจากความกำหนัด คือความก้าวล่วงกามทั้งปวงเสียได้ เป็นสุขในโลกความนำออกเสียซึ่งอัสมินมานะ คือความถือตัวตนให้หมดได้นี้เป็นสุขอย่างยิ่ง พระพุทธจริยาที่เสด็จประทับนั่งเสวยวิมุตติสุข ภายในวงขนดของพญานาคมุจจลินท์นาคราชที่ขดแวดล้อมพระกายอยู่นี้ เป็นเหตุให้สร้างพระพุทธรูปปางนี้ขึ้นมา เรียกว่า ปางนาคปรก เรื่องพระปางนาคปรกนี้ นิยมสร้างเป็นพระนั่งบนขนดตัวพญานาคเหมือนเอานาคเป็นบัลลังค์ดูสง่า องอาจเป็นพระเกียรติอำนาจของพระองค์อย่างหนึ่ง ได้ลักษณะเป็นอย่างพระเจ้าของพราหมณ์ ถ้าจะรักษาลักษณะของพระพุทธรูปตามประวัติ ก็จะเป็นไปอีกในลักษณะหนึ่งคือ พระพุทธรูปจะมีพญานาคพันรอบพระวรกายด้วยขนดตัวพญานาคถึง ๔-๕ ชิ้น จนบังพระวรกายมิดชิด เพื่อป้องกันฝนและลม จะเห็นได้ก็เพียงพระเศียร พระศอ และพระอังสาเป็นอย่างมาก ทั้งเบื้องบนก็มีหัวพญานาคแผ่พังพานปกคลุมอีกด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 30, 2011, 04:22:27 PM โดย BigMan » บันทึกการเข้า
ข้าวก้นบาตร
สะพายย่าม ตามหลังพระ
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2256



เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 06:33:32 PM »


วันอาทิตย์สิทธิโชคโฉลกดี  เอาเครื่องสีแดงทรงเป็นมงคล

เครื่องวันจันทร์นั้นควรสีนวลขาว จะยืนยาวชันษาสถาผล

อังคารม่วงช่วงงามสีครามปน เป็นมงคลขัตติยาเข้ารารี

ทรงวันพุธสุดดีด้วยสีแสด กับเหลืองแปดปนประดับสลับสี     

วันพฤหัสจัดเครื่องเขียวเหลืองดี      

วันศุกร์สีเมฆหมอกออกสวยงาม

วันเสาร์ทรงดำจึงล้ำเลิศ แสนประเสริฐเสี้ยนศึกจะนึกขาม

ทั้งพาชีขี่ขับประดับงาม ให้ต้องตามสีสันจึงกันภัย...


เพิ่มเติมข้อมูลโดย... vespa1985...ที่มาข้อมูลจาก... พี่เย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 30, 2011, 04:34:36 PM โดย BigMan » บันทึกการเข้า
ข้าวก้นบาตร
สะพายย่าม ตามหลังพระ
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2256



เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 06:36:54 PM »

    สำหรับรูปเสือที่อยู่ด้านหลังรวมกัน กับพระประจำวันเกิดทั้ง7วัน อักขระหรือพระคาถา คำว่า นะโม พุท ธา ยะ หากท่านสังเกต มองเหรียญคณาจารย์ที่มีราคา และมีพุทธคุณสูง เป็นที่ต้องการของนักสะสม ทุกเหรียณ จะมีอักขระ นะโม พุท ธา ยะ ทั้งหมด โดยเฉพาะ นะมะพะทะ หรือที่เรียกว่าธาตุ ๔ จะมีทุกองค์ แต่ “พระพุทธปาฎิหาริย์”  จะรวบรวม นะโมพุทธายะไว้ทั้งหมดในรูปเดียวกันคือ

๑.นะ โม พุท ธ า ยะ
๒.ยะนะโม ธาพุท
๓.ยะ ธา พุท โม นะ
๔.นะ ยะ ธาโม พุท
๕.ยะ นะ ธา พุทโม
๖.พุท ธาโม ย ะนะ
๗.นะ มะ พะ ธะ

หัวใจธาตุทั้ง๔อักขระนี้จะมีทุกเหรียญของวัตถุมงคลยอดนิยมทั้วไป
๘.จะ ภะ กะ สะ หัวใจธาตุกรณี

   คำว่านะ โม พุท ธา ยะ ดำเนินความตามโบราณคัมภีร์ ตั้งแต่ต้นปฐมกัป โลกนี้ยังว่างเปล่า เพราะเหตุไฟประลัยกัลป์ไหม้โลกจนหมดสิ้น แล้วฝนก็ตกลงมาจนน้ำท่วมโลก ชำระสิ่งต่างๆให้หมดไป ครั้งกระนั้นยังเหลือแต่พรหมโลกที่รอดพ้นจากภัยภิบัติ ขณะที่น้ำท่วมโลกลดลง และได้เกิดแผ่นดินขึ้นมา ก็เผอิญให้เกิดดอกบัวขึ้นมา ๕ ดอก ท้าวสะหะบดีพรหม ท้าวสะหะบดีพรหม ซึ่งประทับอยู่บนพรหมโลก จึงได้แลพระญาณลงมายังโลกนี้ ได้มองเห็นดอกบัว ๕ ดอก แต่ละดอกมี อักขระ นะโม พุท ธา ยะ กำกับอยู่ดอกละอักขระ จึงได้ทรงทำวันทนาการ แล้วตรัส พยากรณ์ว่า กัปป์ที่เกิดขึ้นใหม่นี้ชื่อว่า ภัทรกัปป์จะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ๕ พระองค์ แล้วท้าวสะหะบดิพรหมจึงได้ทรงเอาหญ้าคาทิ้งลงมาบนโลก จึงได้เกิดแผ่นดิน มนุษย์ และสัตว์โลกจนทุกวันนี้

      ฉะนั้นนะโม พุท ธา ยะจึงเป็นอักขระที่แสดงให้รู้ถึงพระพุทธเจ้า ๕พระองค์ เป็นอักขระที่แสดงให้รู้ถึงพระพุทธเจ้า ๕พระองค์ เป็นอักขระที่เกิดขึ้นมาเองที่วิเศษ โดยไม่ได้ตบแต่ง หากใครได้ภาวนาไว้ก็เหมือนได้พบกับพระพุทธเจ้า ๕พระองค์ และคณาจารย์ทุกสำนักก็ต้องเรียนอักขระนี้มาก่อนทั้งสิ้น     
       ตำนานที่กล่าวมา ข้างต้น พ่อท่านเอ็น ได้รับคำบอกเล่า จาก
หลวงพ่อพัว(พระครูสถิต สันตคุณ) พ่อท่านบอกว่า หลังจากสวดมนต์เย็นแล้ว ทุกวันหลวงพ่อพัว อบรมสั่งสอน บางครั้งจะเล่าเรื่อง หรือตำนานต่าง ๆให้ฟังเสมอ แล้วพ่อท่านเอ็นก็เล่าต่อให้ผมฟัง ผมจึงจับประเด็น แล้วเอาตำนานดังกล่าวมาออกแบบและได้สร้างเป็นพระพุทธปาฏิหาริย์ดั่งที่เห็น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 26, 2009, 07:51:01 AM โดย BigMan » บันทึกการเข้า
ข้าวก้นบาตร
สะพายย่าม ตามหลังพระ
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2256



เว็บไซต์
« ตอบ #15 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 06:38:52 PM »


   ๑.สำหรับมวลสาร ที่นำมาสร้างวัตถุมงคลของวัดเขาราหูทุกรุ่น ทางวัดจะรวบรวมเองทั้งหมด โดยมีผู้ที่เคารพนับถือ พ่อท่าน หากมีว่านหรือไม้มงคล กาฝากหรืออะไรที่เข้าตำรา นำมาสร้างวัตถุมงคลได้ ก็จะนำมาถวาย จดจำชื่อไม่หมด โดยเฉพาะรูปพระผงของ หลวงพ่อพัวที่ชำรุดในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ โดยหลวงพ่อพัวเก็บสะสมไว้ค่อนชีวิต ที่ท่านเดินทางธุดงค์ไปทั่ว จะผสมอยู่ทุกรุ่น และที่สำคัญอย่างมากก็คือ ผงลบ หรือผลพุทธคุณ ที่พ่อท่านเป็นผู้เขียนเองทั้งหมด โดยไม่เคยเอามวลสารจากสำนักอื่นมาผสม

    ๒.สำหรับชนวนที่นำมาสร้างเนื้อโลหะ ทุกรุ่นก็นำเอาชนวนเก่าสมัยที่หลวงพ่อพัวสร้างรูปหล่อบูชาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ผสมอยู่ทุกรุ่น โดยเฉพาะที่สำคัญคือพ่อท่าน จะจารแผ่นยันต์เป็นจำนวนมาก หลวมรวมกับชนวนหลวงพ่อพัวทุกรุ่น โดยไม่เอาชนวนจากสำนักอื่นมาผสม

     ๓.ทางวัดไม่เคยจัดพิธี พุทธาภิเศก หรือมหาเทวาพิเศก สำหรับพระรุ่นนี้ที่ทางวัดทำการสร้าง ก็จะยึดถือหลักเดิม คือปลุกเสกเดี่ยวเหมือนเดิม แต่เพราะว่า เป็นรูปของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้สร้างมีความประสงค์ให้สาวก ของพระองค์ มีส่วนร่วมในการ อธิฐานจิต หรือที่เรียกว่า นั่งปรก เลยจะขอความกรุณา พระคณาจารย์ ที่มีความปฏิบัติดี ปฎิบัติชอบ ตั้งมั่นในหลักคำสอนของพระองค์ ขอให้พระคุณท่าน มาช่วย อธิฐานจิต ให้พระรุ่นนี้ *เป็นอมตะตลอดไป* โดยจะนิมนต์คณาจารย์ทั้งหมดของสายใต้ โดยเฉพาะสายเขาอ้อ เท่าที่รู้จักและเคยไปนั่งปรกเสก จตุคามฯ ที่นครฯ ร่วมกับพ่อท่านเอ็นจนนับครั้งไม่ถูกแล้วเพราะต้องไปเกือบทุกวันทั้งปี ทางวัดจะนิมนต์มานั่งปรก ปลุกเสกเดี่ยว ตลอดทั้งพรรษา (โดยไม่ได้กำหนดวัน และเวลาเฉพาะว่าวันไหนใครจะมา แล้วแต่คณาจารย์ท่านใดว่างวันไหน ก็จะทยอยนิมนต์ มาตามความสะดวกของแต่ละท่านจนตลอดพรรษานี้) พระคณาจารย์ที่ร่วมปลุกเสกวัตถุมงคลรุ่นนี้ประกอบไปด้วย


๑. หลวงพ่อนวล วัดไสหร้า
๒. หลวงพ่อห้อม วัดปากคู
๓. หลวงพ่อชม วัดละแม
๔. หลวงพ่อจ่าง วัดน้ำรอบ
๕. หลวงพ่อท้วม วัดศรีสุวรรณ
๖. พระเทพพิพัฒณาภรณ์ วัดท่าไทร
๗. พ่อท่านเนื่อง วัดสวนจันทร์
๘. พ่อท่านเอียด วัดโคกแย้ม
๙. หลวงพ่อพรหม วัดบ้านสวน
๑๐.พ่อท่านเนียม วัดบางไทร
๑๑.ท่านเจ้าคุณฉลอง วัดวิเวการาม
๑๒.พ่อท่านเขียว วัดห้วยเงาะ ปัตตานี






* Untitled-1.jpg (92.97 KB, 472x461 - ดู 4356 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 13, 2011, 09:10:17 PM โดย ข้าวก้นบาตร » บันทึกการเข้า
ข้าวก้นบาตร
สะพายย่าม ตามหลังพระ
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2256



เว็บไซต์
« ตอบ #16 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 06:40:32 PM »

เนื่องจากรุ่นนี้มีรูปพระราหูด้วย จึงต้องนำ *ปาล์มราหูตายพรายมาผสมด้วย ซึ่งปาล์มราหูจะมีที่เขาราหูที่เดียวในโลกเท่านั้น*







* p.JPG (67.75 KB, 402x273 - ดู 4301 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 13, 2011, 09:14:46 PM โดย ข้าวก้นบาตร » บันทึกการเข้า
ข้าวก้นบาตร
สะพายย่าม ตามหลังพระ
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2256



เว็บไซต์
« ตอบ #17 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 06:44:05 PM »




สำหรับสีที่สร้าง มีด้วยกัน ๔ สี แต่เป็นสีจากมวลสารธรรมชาติทั้งสิ้น อย่างเช่น

๑.สีดำ
    จะใช้ผง มวลสารหลักคือ ผงว่าน ๑๐๘ ไม้มงคลทุกชนิดที่มีอยู่ ผสมด้วยถ่านไม้เทพทาโร และไม้มงคลมากมาย จำไม่หมด โดยเฉพาะถ่านไม้เคี่ยม ซึ่งเป็นไม้ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี และดินกากยายักษ์ และรูปหลวงพ่อพัวที่ชำรุด (ไม่ใช่มหาว่านดำ)

๒.สีขาว
    จะใช้ไม้แก้วที่มีมากบนเขาราหู มาผสม กับชนวนหลักคือไม้มงคลและว่าน ๑๐๘ ร่วมด้วยพระชำรุดของหลวงพ่อพัว (ไม่ใช่มหาว่านขาว)

๓.สีแดง
    สีนี้จะยุ่งยากมาก เพราะนำเอาแก่นจันทร์แดงหอมตายพราย โดยจะขึ้นอยู่อยู่หน้าผาสูงมากบนเขาราหู เอายากมาก และไม่มีใครรู้ด้วยว่าจันทร์แดง กว่าจะมีแก่นต้องใช้เวลากี่ร้อยปี เพราะเป็นไม้เนื้ออ่อนตระกูลต้นเตย และที่ไปหาเก็บมา ก็ไม่รู้ว่าตาย อยู่ตรงนั้นกี่ร้อยปี ขนาดว่าผู้ที่ไปหามาให้ มีความศรัทธาพ่อท่านมาก ก็ยังต้องขอค่าเดินขึ้นเขากิโลกรัม ละ ๒๘๐ บาท แต่หากจะคิดให้ดี ก็ตีราคาเป็นเงินไม่ได้ เพราะหายากมากกว่าทองคำเสียอีก (ไม่ใช่มหาว่านแดง)

๔.สีหลักของวัดเขาราหู
    สีธรรมชาติโดยไม่ได้นำเอาชนวนของ ๓ สีข้างบนมาผสม ทั้งหมดนี้คือที่มาของพระพุทธปาฏิหาริย์ (ทุกองค์จะมีชนวนพระเก่าชำรุดหลวงพ่อพัวผสมอยู่ทุกองค์)

      สำหรับชุดกรรมการ จะสร้างพิเศษ จำนวนจำกัด สร้างตามที่มีผู้สั่งจองเท่านั้น โดยพระผงจะฝังชิ้นเนื้อรูปหลวงพ่อพัวที่ชำรุด และโรยผงตะไบ ตระกรุด เนื้อทองผสมชนวนเก่า ที่หล่อรูปหลวงพัวปี ๒๕๐๖ โดยแบ่งเป็น ๔ ชุด สำหรับผู้ที่จองชุดกรรมการ ทางวัดถือว่าท่านเป็นบุคคลที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะทางวัดไม่มีนายทุน ในการจัดสร้างครั้งนี้ และทุกครั้งที่แล้วมา ทางวัดไม่ได้ออกทุน ผู้ที่จองชุดกรรมการทุกคนถือเป็นบุคคลพิเศษ หรือผู้ร่วมสมทบทุน ทางวัด จะมอบใบอนุโมทนาบัตรพิเศษให้กับทุกๆท่าน ที่จองชุดกรรมการทุกชุด เพื่อเป็นเกียรติประวัติของท่านและวงค์ตระกูล ต่อไป ว่าครั้งหนึ่งท่านและตระกูลของท่านเคยได้ร่วมทำบุญ สร้างพระอุโบสถกับ พ่อท่านเอ็น (พระครูสุคนธวิศิษฏ์) เพื่อถวาย เป็นการเฉพาะให้กับหลวงพ่อพัว (พระครูสถิตสันตคุณ)



* jj.jpg (216.16 KB, 561x584 - ดู 4279 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 13, 2011, 09:19:41 PM โดย ข้าวก้นบาตร » บันทึกการเข้า
ข้าวก้นบาตร
สะพายย่าม ตามหลังพระ
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2256



เว็บไซต์
« ตอบ #18 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 06:44:55 PM »


พระพุทธปาฏิหาริย์ เนื้อว่าน...









* rrhh.jpg (108.49 KB, 438x341 - ดู 4197 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 13, 2011, 09:23:49 PM โดย ข้าวก้นบาตร » บันทึกการเข้า
jD.
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #19 เมื่อ: พฤศจิกายน 10, 2008, 10:26:35 AM »

พระพุทธปาฏิหาริย์ เนื้อว่านสีดำ...

ร่วมทำบุญบูชาองค์ละ 200 บาท.



เพิ่มเติมข้อมูลโดย... vespa1985...ที่มาข้อมูลจาก... พี่เย


* 9.jpg (102.64 KB, 700x345 - ดู 15592 ครั้ง.)

* 920080213224714gg6.jpg (69.43 KB, 400x300 - ดู 4818 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 27, 2009, 11:48:03 PM โดย vespa1985 » บันทึกการเข้า
jD.
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #20 เมื่อ: พฤศจิกายน 10, 2008, 10:27:29 AM »

เนื้อขาว...

ร่วมทำบุญบูชาองค์ละ 200 บาท.



เพิ่มเติมข้อมูลโดย... vespa1985...ที่มาข้อมูลจาก... พี่เย


* 9-20080213224137.jpg (106.69 KB, 700x350 - ดู 14517 ครั้ง.)

* ฌฌ.jpg (64.18 KB, 400x300 - ดู 4746 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 27, 2009, 11:48:11 PM โดย vespa1985 » บันทึกการเข้า
jD.
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #21 เมื่อ: พฤศจิกายน 10, 2008, 10:28:02 AM »

เนื้อผงผสมแก่นจันทร์แดง...


ร่วมทำบุญบูชาองค์ละ 200 บาท.



เพิ่มเติมข้อมูลโดย... vespa1985...ที่มาข้อมูลจาก... พี่เย


* 9-20080213224217.jpg (116.05 KB, 850x340 - ดู 14589 ครั้ง.)

* 9-20080213225335.jpg (59.59 KB, 400x300 - ดู 4660 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 27, 2009, 11:48:23 PM โดย vespa1985 » บันทึกการเข้า
jD.
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #22 เมื่อ: พฤศจิกายน 10, 2008, 10:28:30 AM »

เนื้อผงพุทธคุณ... (เป็นเนื้อที่เป็นเอกลักษณ์วัดเขาราหู)

ร่วมทำบุญบูชาองค์ละ 200 บาท.


* 9-20080213224300.jpg (109.64 KB, 700x350 - ดู 14045 ครั้ง.)

* 9-20080213225601.jpg (62.32 KB, 400x300 - ดู 4630 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 26, 2009, 05:09:25 PM โดย vespa1985 » บันทึกการเข้า
jD.
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #23 เมื่อ: พฤศจิกายน 10, 2008, 10:28:59 AM »

เนื้อเบญจรงค์...

ร่วมทำบุญบูชาองค์ละ 300 บาท.















เพิ่มเติมข้อมูลโดย... vespa1985...ที่มาข้อมูลจาก... พี่เย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 27, 2009, 11:48:38 PM โดย vespa1985 » บันทึกการเข้า
jD.
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #24 เมื่อ: พฤศจิกายน 10, 2008, 10:29:28 AM »


- เหรียญชุบทอง
- เหรียญชุบเงิน
- เหรียญชุบสามกษัตริย์

ปล.เหรียญทุกเนื้อด้านหลังจะเหมือนกันครับ.


ร่วมทำบุญบูชาเหรียญละ 300 บาท.





เพิ่มเติมข้อมูลโดย... vespa1985...ที่มาข้อมูลจาก... พี่เย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 27, 2009, 11:48:51 PM โดย vespa1985 » บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 7   ขึ้นบน
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.13 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!